เทคนิคการถ่ายภาพน้ำตกให้ฟุ้ง

                การถ่ายภาพน้ำตก มิใช่เรื่องยากอะไรนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียวหากผู้ถ่ายภาพไม่ได้ต้องการภาพน้ำตกให้ออกมา เหมือนภาพถ่ายทั่ว ๆ ไปที่กล้องประเภทพกง่ายถ่ายสะดวกก็ถ่ายได้ หากต้องการภาพน้ำตกสวย ๆ ผู้ถ่ายภาพต้องรู้วิธีเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ การควบคุมช่องรับแสง วัดแสงให้ถูกต้องกับภาพที่ต้องการ ที่เหลือคือเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การใช้ฟิลเตอร์ การจัดองค์ประกอบภาพ หรือการรอจังหวะแสง ก็จะได้ภาพน้ำตกสวย ๆ กลับมาเชยชม

1. การเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ หลักการพื้นฐานคือ ความเร็วชัตเตอร์สูงจะหยุดสายน้ำให้นิ่ง ส่วนความเร็วชัตเตอร์ต่ำจะทำให้สายน้ำดูพลิ้วไหวและนุมนวนเป็นหลัก จะเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ระดับใดขึ้นกับว่าช่างภาพต้องการให้สายน้ำออกมา เป็นอย่างไรเป็นสำคัญ สายน้ำนุ่มๆ จะทำให้น้ำตกดูเล็ก ไม่แข็งกร้าว เหมาะกับน้ำตกที่มีน้ำไม่มากเกินไปนัก ส่วนความเร็วชัตเตอร์สูงทำให้น้ำตกดูรุนแรง เหมาะกับน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีพลังมากๆ
การจัดองค์ประกอบภาพเบื้องต้นปกติผมจะถ่ายภาพน้ำตกแบบเรียบง่าย ไม่เน้นมุมภาพที่โลดโผน มักจะเน้นไปที่แสง ให้น้ำตกดูสวยดังตาเห็น ถ่ายทอดความประทับใจผ่านภาพถ่ายมากกว่า การถ่ายภาพน้ำตก โดยปกติจะมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ ถ่ายภาพให้เห็นน้ำตกเต็ม ๆ ภาพ ถ่ายภาพน้ำตกโดยมีฉากหน้าประกอบ และถ่ายเจาะเฉพาะส่วนของน้ำตกที่น่าสนใจ

ระดับความเร็วชัตเตอร์ที่ทำให้สายน้ำหยุดนิ่งหรือพลิ้วไหวไม่สามารถระบุออก มาได้ว่าเป็นเท่าไร เพราะขึ้นกับปัจจัยหลายประการ เช่น ปริมาณน้ำ ความเร็วของสายน้ำ เลนส์ที่ใช้ เป็นต้น ถ้าสายน้ำไหลเร็ว รุนแรง น้ำมีปริมาณมาก หรือใช้เลนส์เทเลโฟโต้ การจะจับภาพให้หยุดนิ่งจะต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงมาก เช่น 1/1,000 วินาที เป็นต้น ในขณะที่สายน้ำซึ่งไหลเอื่อยอาจจะใช้ความเร็วชัตเตอร์เพียง 1/125 วินาทีก็สามารถหยุดภาพได้ สำหรับมือใหม่ควรจะเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ไว้หลาย ๆ ระดับจะได้มีรูปให้เลือกหลาย ๆ แบบ

. การเลือกใช้ขนาดช่องรับแสง ช่องรับแสงแคบจะให้ช่วงความชัดหรือ Depth of Field มากกว่าช่องรับแสงกว้าง โดยปกติการถ่ายภาพน้ำตกจะต้องการภาพที่ชัดตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง เพื่อให้ได้ภาพใกล้เคียงตาเห็นมากที่สุด ควรเลือกใช้ช่องรับแสงปานกลางถึงแคบเป็นหลัก เช่น f/8 , f/11 , f/16 ทั้งนี้ขึ้นเลนส์และระยะชัดด้วย

เทคนิคการถ่ายภาพเส้นเเสงเเละไฟกลางคืน

    
       อีกหนึ่งเทคนิคที่ช่างภาพมืออาชีพและสมัครเล่นจะมีโอกาสได้ทดลองฝีมือ คือ การถ่ายภาพไฟกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นไฟประดับตามงานพิธีต่างๆ ป้ายโฆษณาหรือท้องถนนทั่วไปก็คงต้องเตรียมอุปกรณ์และมีเทคนิคในการถ่าย ดังต่อไปนี้
               อุปกรณ์
            1. กล้องซึ่งมี menu ในการกำหนดความเร็วชัตเตอร์มีหน่วยเป็นวินาที (")หรือชัตเตอร์ B bulbได้เอง
            2. สายลั่นชัตเตอร์และขาตั้งกล้อง

วิธีการถ่ายภาพ
           1. มองหามุมที่จะถ่ายภาพให้ดี ที่ดีควรเป็นมุมสูงที่มองเห็นรถวิ่งไปมา หลากสี
           2. ตั้งกล้องที่บรรจุฟิล์มหรือกำหนด ISO แล้ว ตั้งบนขาตั้งกล้องให้แข็งแรงไม่สั่นสะเทือน หาโฟกัสให้เรียบร้อย      
           3. เปิด F/STOP ประมาณ 8 หรือ 11 ตั้งความเร็ว
ชัตเตอร์ที่ B แล้วจับเวลาเองหรือเซ็ตความเร็วชัตเตอร์ด้วยตัวเอง ประมาณ 5-60 วินาที ทดลองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆครั้งละ
5-10 วินาที ความเร็วที่เหมาะสมไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับสภาพแสงตอนนั้นต้องทดลองเอง ควรถ่ายเผื่อในมุมเดิมสัก 3-4 ภาพ โดยใช้ช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เพื่อหาภาพที่ดีที่สุดและอย่าลืมจดบันทึก f/stop และเวลาทุกครั้ง      

การถ่ายภาพ stop action


STOP ACTION
            เป็นเทคนิคการใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูง เพื่อให้ภาพที่เคลื่อนไหวดูหยุดนิ่ง  โดยใช้ตั้งแต่  1/250 วินาทีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความเร็วในการเคลื่อนที่ผ่านหน้าเลนส์ของวัตถุ
                การถ่ายภาพลักษณะนี้ต้องวางแผนให้ดี ปรับโฟกัส และวัดแสงไว้ล่วงหน้า อาศัยการกะระยะ  และการตัดสินใจที่ฉับไวในการถ่ายภาพ  แต่ต้องอย่าลืมเรื่องการจัดองค์ประกอบภาพเพื่อให้ภาพมีความงาม และมีคุณค่า


นอกจากนี้เรายังสามารถประยุกต์การถ่ายภาพเเบบนี้กับท่าทางต่างๆเพื่อให้ภาพออกมามีสีสันเเละอารมณ์ขันเพิ่มขึ้นได้


เทคนิคการถ่ายภาพเเพน

ภาพเเพนคือ เคยพลิกหนังสือรถเห็นภาพรถขับเร็วๆแต่เห็นรถชัดแล้วแบ๊กกราวนด์เคลื่อนที่แทนหรือเปล่าครับ หรือเห็นรูปคนขี่จักรยานอยู่แต่ภาพออกมาคนขี่จักรยานชัดแต่แบ๊กกราวนด์เคลื่อนที่ หรือคนเดินพาเหรดที่ดูเหมือนแบ๊กกราวนด์เคลื่อนที่ตรงกันข้ามกับที่คนเดิน เป็นต้น เทคนิคนี้เค้าเรียกว่าการถ่ายภาพแพน เป็นเทคนิคหนึ่งที่ใช้ถ่ายภาพเพื่อให้เกิดมิติการเคลื่อนไหวโดยจุดประสงค์หลักคือเราต้องการให้ subject ยังชัดอยู่ ในขณะที่แบ๊กกราวนด์ไม่ชัด เพื่อขับให้ subject เด่นขึ้น
ส่วนเทคนิคที่เราจะพูดถึงในวันนี้คือการถ่ายภาพเคลื่อนไหวที่เรียกว่า panning หรือการแพนกล้องไประหว่างกดชัตเตอร์ที่ความเร็วต่ำ โดยถือหลักเหมือนกับว่าเวลาเราขับรถ ตัวเราจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าพร้อมๆกับเรา ดังนั้นของที่อยู่กับที่หรือขยับที่ความเร็วต่างกันมันก็จะเลื่อนผ่านเราไปตลอดเวลา แต่ถ้ารถคันข้างๆขับที่ความเร็วเท่ากัน เราจะเห็นเหมือนเค้าอยู่นิ่งๆ ถ้าได้ถ่ายรูปรถคันนั้น ภาพที่ได้ก็จะดูเหมือนกับรถอยู่นิ่งๆแบ๊กกราวนด์ขยับสวนทางกับทิศรถแล่น ด้วยหลักการเดียวกันเราสามารถที่จะถ่ายภาพคลื่อนที่โดยการพยายามให้กล้องที่จะถ่ายเลื่อนไปตามสิ่งที่จะถ่ายด้วยอัตราเร็วเท่ากัน ภาพที่ถูกถ่ายก็เหมือนกับอยู่นิ่งๆให้ถ่าย แม้จะเปิดชัตเตอร์ช้า ก็จะไม่มัว ในขณะที่แบ๊กกราวนด์ที่เลื่อนด้วยความเร็วไม่เท่ากัน (หรือที่อยู่นิ่งๆ) ก็จะกลายเป็นเคลื่อนที่ในทางตรงกันข้ามกับที่เราแพนกล้อง ทำให้แบ๊กกราวน์มัวไป
การตั้งความเร็วชัตเตอร์ควรตั้งให้สัมพันธ์กับความเร็วของสิ่งที่เราจะถ่าย เช่น ถ้าถ่ายรถแข่งคงต้องตั้งในหลัก 1/1000sec หรือมากกว่านั้น ไม่งั้นรถจะมัว แต่อย่างสถานการณ์ม้าหมุน ตัวเลขอาจอยู่ระหว่าง 1/25-1/100sec ถ้าเราไม่แน่ใจลองเริ่มแรกลองใช้โหมดวัดแสงให้กล้องแนะนำความเร็วชัตเตอร์ เสร็จแล้วปรับให้ช้าลง อย่างเช่น กล้องวัดได้ที่ 1/100 ก็ลองตั้งให้เหลือ 1/50 หรือน้อยกว่านั้น เริ่มแรกอาจตั้งความเร็วค่อนข้างสูงไว้ก่อนแล้วถ่ายดูผลลัพธ์ว่าภาพที่ได้ชัดแล้วหรือยัง แล้วถ้าต้องการให้แบ๊กกราวด์เบลอมากขึ้นก็ลดความเร็วชัตเตอร์ลง จนกระทั่งถึงระดับที่ถ่ายยังไงภาพทั้งภาพก็ไม่มีอะไรชัด แสดงว่าตั้งความเร็วชัตเตอร์ช้าเกินไป
ส่วนการแพนควรจะเริ่มแพนตั้งแต่ subject ยังอยู่ไกลๆแล้วค่อยๆแพนกล้องให้เลื่อนด้วยอัตราเดียวกันกับสิ่งที่จะถ่าย ลองยกกล้องให้ขนานกับลำตัวแล้วหมุนตัวไปพร้อมๆกับของที่จะถ่าย แล้วกดชัตเตอร์เมื่อสิ่งนั้นอยู่ตรงกลางระหว่างช่วงแพน หรือถ้ากล้องมีโหมดถ่ายต่อเนื่องได้ ก็ให้กดปุ่มชัตเตอร์ค้างตั้งแต่เริ่มแพน โอกาสกล้องจะสั่นจากแรงกดชัตเตอร์ก็จะน้อยลง

การถ่ายภาพชัดตื้น

     จากคราวที่เเล้วผมได้เเนะนำการถ่ายภาพชัดลึกเบื้องต้นไปเเล้ว ตอนนี้เรามาดูการถ่ายภาพชัดตื้นกัน


เป็นการถ่ายภาพที่จะไม่เน้นฉากหลัง คือเราจะละลายฉากหลังนั่นเอง
- ทุกครั้งที่ถ่ายภาพ เมื่อเราเจอ Subject ที่เราจะถ่าย
(Subject ก็คือ ตัวประธานในภาพ หรือสิ่งที่เราต้องการ Present ในภาพ)
ก็นำจุด Focus ของกล้อง ไป Focus ที่ตัว Subject
กด Shutter ลงไปครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ระบบ Auto Focus ทำงาน
ถ้ากล้อง Focus ได้ (ส่วนใหญ่จะมีสีเขียวโชว์ที่หน้าจอ LCD)
ระบบจะ Lock ระยะชัดที่ตัว Subject ไว้
จากนั้นเราก็จึงจัดองค์ประกอบภาพใหม่

โดยเราสามารถนำ subject ไปวางไว้ซ้ายขาว-บนล่างของภาพได้ทั้งนั้น
โดยที่ Subject ก็ยังชัดอยู่ (เพราะถูก Lock ความชัดเอาไว้)


แล้วจะถ่ายยังไงสำหรับคนที่เริ่มถ่ายรูป จำง่ายๆว่ายิ่งเปิดหน้ากล้องกว้าง ภาพยิ่งชัดตื้น เปิดหน้ากล้องแคบลง ภาพจะชัดลึก (จริงรายละเอียดมีมากกว่านี้ เอาไว้ผมจะมาอธิบายเรื่อง exposure ภายหลัง เรื่องมันยาว) การตั้งการเปิดหน้ากล้อง จะสังเกตจากตัวเลขที่ตามหลังค่า f อย่างเช่น f/2.2, f/4.6, f/1.8 ที่ผมเขียนกำกับแต่ละรูปข้างบน โดยค่าตัวเลขยิ่งน้อย ภาพจะชัดตื้น ค่ายิ่งมาก ภาพจะชัดลึก ดังนั้นถ้าต้องการถ่ายภาพชัดตื้น ก็ตั้งการเปิดหน้ากล้องด้วยค่า f ให้ต่ำๆเท่าที่เลนส์จะตั้งได้ เช่น f/1.8, f/2.8 ในขณะที่ถ้าถ่ายวิวทิวทัศน์ ควรตั้งค่า f สูงๆ เช่น f/8.0 ขึ้นไป เลนส์ที่ดีๆ(และทำให้ราคาแพง) มีช่วงในการตั้งค่า f ได้กว้าง เลยทำให้สามารถถ่ายภาพได้หลากหลายขึ้น



เเล้วเรามาลองดูความเเตกต่างระหว่างชัดลึกเเละชัดตื้น

เทคนิคการถ่ายภาพชัดลึก

ภาพชัดลึก คือภาพที่มีความชัดทั้งภาพทั้งวัตถุที่อยู่ด้านหน้าเเละด้านหลังมีความชัดเจนเท่ากันหมด

ปัจจัยที่มีผลต่อระยะชัดลึก (Depth of Field)

1 รูรับแสง (Aperture)  การปรับค่ารูรับแสงคือการปรับระยะชัดลึกด้วย ถ้าเราปรับค่ารูรับแสงให้กว้างขึ้น (ค่า f น้อยลง) ค่าระยะชัดลึกก็จะน้อยลงด้วย ภาพก็จะหน้าชัดหลังเบลอหรือชัดตื้นมาก ในขณะที่ค่ารูรับแสงแคบๆ (ค่า f มาก) ค่าระยะชัดลึกก็จะมากขึ้น ภาพก็จะชัดไปทั้งภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ระยะชัดลึกน้อยๆ มักจะใช้กับการถ่ายภาพ Portrait เนื่องจากแยกตัวแบบออกจากฉากหลัง ทำให้ตัวแบบเด่นขึ้นได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ระยะชัดลึกมากๆ ก็มักจะใช้กับภาพถ่าย Landscape เนื่องจากภาพวิวทิวทัศน์นั้นเรามักจะต้องการความชัดลึกของทั้งภาพสูงนั่นเอง

2 ระยะห่างจากตัวเลนส์กับตัวแบบ ยิ่งเราเข้าใกล้ตัวแบบมากขึ้นเท่าไหร่ ระยะชัดลึกจะยิ่งแคบลง และถ้าหากเราอยู่ไกลตัวแบบมากๆ ระยะชัดลึกก็จะเพิ่มขึ้น

3 ทางยาวโฟกัส (Focal Length) ยิ่งทางยาว Focus ของเลนส์มากๆ ระยะชัดลึกแคบก็จะแคบลง ในทางกลับกัน ถ้าเลนส์ที่ทางยาว Focus น้อยๆ ระยะชัดลึกก็จะมากขึ้นขึ้น  อันนี้สังเกตุได้ง่ายๆว่า ถ้าเราใช้เลนส์ Telephoto ถ่ายภาพ ฉากหลังมักจะเบลอมาก แต่ถ้าใช้เลนส์  Wide  ภาพจะยังคงคมชัดเกือบจะทั้งภาพ แม้ว่าจะตั้งค่ารูรับแสงค่าเดียวกันก็ตาม

นอกจากนั้นขนาดของ Sensor ก็มีผลต่อระยะชัดลึกของภาพเหมือนกัน ดังจะเห็นว่ากล้อง Compact ที่มีขนาด Sensor รับภาพเล็กมาก ถ่ายภาพมายังไงหลังก็ไม่เบลอ เหมือนกล้อง SLR เพราะฉะนั้นคนที่ถ่ายภาพด้วยกล้อง compact ถ้าหากทำตาม 3 ขึ้นตอนที่กล่าวมาแล้วคือ ใช้รูรับแสงกว้างๆ , Zoom มากๆ และเขยิบเข้าไปใกล้ๆตัวแบบมากๆ แล้วก็ยังไม่ได้ภาพที่น่าพอใจ ก็คงต้องแนะนำให้ลองมองหาฉากหลังที่อยู่ห่างจากตัวแบบมากๆ หรือลองมองหาฉากหลังเรียบๆ ที่มีความเปรียบต่างต่ำ มาใช้ช่วยให้ตัวแบบมีความโดดเด่นมากขึ้นแทน

มารู้จักกับกล้องดิจิตอลเเบบเบื้องต้นกันก่อนดีกว่า

         เป็นกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวด้วยระบบดิจิตอล มีลักษณะเหมือนกล้องที่ใช้ฟิล์ม เพียงแต่ใช้เซ็นเซอร์ในการรับภาพแทนฟิล์ม กล้อง D-SLR มักนำตัวกล้องที่ใช้ฟิล์มแบบ 35mm. SLR มาดัดแปลงให้เป็นกล้องดิจิตอล โดยเปลี่ยนฝาหลัง และแทนที่ฟิล์มด้วยเซ็นเซอร์รับภาพ ซึ่งมีส่วนประกอบดังนี้
  1. เซ็นเซอร์รับภาพ หรือเรียกว่า Image Sensor ใช้ในการรับสัญญาณภาพ แล้วแปลงเป็นสัญญาณดิจิทัล
  2. Exposure modes ใช้ในการเปลี่ยนโหมดการถ่าย หรือ โหมดการทำงาน
  3. ปุ่มกดชัตเตอร์ ใช้ในการสั่งให้ชัตเตอร์ทำงาน
  4. แฟลช ใช้ในการเพิ่มแสงให้ภาพ หรือ ทำให้เกิดแสงสะท้อน เป็นประกายในตา
  5. Hot Shoe ในกรณีที่แฟลตในตัวเครื่องไม่เพียงพอสามารถต่อเพิ่มแฟลตได้
  6. ไฟแสดงสถานะการตั้งเวลาถ่ายภาพ เป็นไฟLEDกระพริบตามเวลาการตั้งถ่ายภาพ
  7. เลนส์ถ่ายภาพ มีหลายชนิด ตามการใช้งาน และ ชนิดของ Lens mount
  8. ปุ่มเปิดปิด ใช้สำหรับเปิดปิดกล้อง
  9. เซลล์วัดแสงแฟลต เป็นอุปกรณ์ทำจาก CCD ใช้วัดแสงจากวัตถุเพื่อชดเชยแฟลต และตั้งค่า Guide Number
  10. ช่องมองภาพ ใช้สำหรับมองภาพ ซึ่งภาพจะถูกสะท้อนผ่านกระจกสะท้อน ที่อยู่ด้านหน้าเซ็นเซอร์รับภาพ
  11. USB Socket เป็นช่องสำหรับเสียบสายยูเอสบีเพื่อย้ายข้อมูลจากกล้องไปยังคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อื่นๆ
  12. หน้าจอLCD สำหรับแสดงภาพ และการตั้งค่า โดยกล้องบางรุ่น จะมีหน้าจอแยกกัน เพื่อแสดงรายละเอียด ที่แตกต่างกัน
  13. วงล้อปรับค่า เป็นวงล้อด้านบนของกล้อง ใช้สำหรับปรับค่าโดยเฉพาะ เช่น รูรับแสง ค่าชดเชยแสง
  14. วงล้อโฟกัส เป็นวงล้ออยู่บนเลนส์ ใช้สำหรับปรับระยะโฟกัสของเลนส์
  15. วงล้อซูม เป็นวงล้ออยู่บนเลนส์ ใช้สำหรับปรับอัตราขยายของเลนส์